วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554
บทเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
1.ทำแบบทดสอบก่อนเรียน
2.ศึกษาเนื้อหา
3.ทำแบบทดสอบหลังเรียน
เลือกเนื้อหาที่จะเรียนคลิ๊กที่นี่
1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ 8. ภาวะเงินเฟ้อ เงินฝึด วัฏจักรเศรษฐกิจ
2.ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ......9. นโยบายการเงินการคลัง
3. ระบบเศรษฐกิจ ...........10. การค้าระหว่างประเทศ
4. รายได้ประชาชาติ 1 ...... 11. การเงินระหว่างประเทศ
5. การเงิน 12. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
6. การคลัง 13. เศรษฐกิจไทบภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์
7. การธนาคาร 14. คุณธรรมที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์
วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554
การพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554
ทฤษฎีใหม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสว่า "…ถึงบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน…" (สำนักพระราชวัง, ๒๕๔๒: ๓๑) “ทฤษฎีใหม่” นี้ที่จริงพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทำมานานแล้ว โดยให้เกษตรทำการปลูกพืชหมุนเวียน และ หรือปลูกพืชไว้ให้หลายหลากชนิด บนพื้นที่เดียวกันอย่างที่เรียกว่า ไร่นาผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม เพื่อเฉลี่ยความเสี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหายเมื่อตลาดหรือสภาพแวดล้อมเกิด ความแปรปรวน หรือวิกฤติ เรื่องนี้พระองค์ได้ทรงนำมาเน้นย้ำอีก เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ที่เข้าเผ้าพระพรชัยมงคลในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา สาระเกี่ยวกับเรื่อง “ทฤษฎีใหม่” มีเนื้อความดังต่อไปนี้ คลิ๊กที่นี่
วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ป๋วย อึ้งภากรณ์
นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย เคยเป็นผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยสมาชิกขบวนการเสรีไทย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับ รางวัลแมกไซไซ
อาจารย์ป๋วยเป็นสามัญชนที่มีบทบาทในการพัฒนาสังคมไทย ท่านมีบุคลิก
และ
วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย มาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ คลิ๊กที่นี่เพื่อศึกษาเพิ่มเติม
วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สกุลเงินจากประเทศต่างๆทั่วโลก

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ตลาดในระบบเศรษฐกิจ
วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553
อุปสงค์-อุปทาน
เครื่องมือในการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ว่าจะผลิตอะไร
และผลิตอย่างไร ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวกำหนดราคาสินค้าและบริการ
ในทางเศรษฐกิจ คือ อุปสงค์ของผู้บริโภคและอุปทานของผู้ผลิต
นั้นเอง DOWNLOADเนื้อหาทั้งหมดที่นี่
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553
เศรษฐศาสตร์มหภาค
เศรษฐกิจส่วนรวม เช่น ผลผลิตรวม ของประเทศ การจ้างงาน การเงินและ
การธนาคาร การพัฒนาประเทศ การค้าระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี้ย ซึ่งทั้งหมด
นั้น เป็นปัญหาที่ กว้างขวางกว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาค เพราะว่าไม่ได้กระทบเพียง
หน่วยธุรกิจเท่านั้น แต่ จะกระทบถึงบุคคล หน่วยการผลิต อุตสาหกรรมทั้งหมด
และเศรษฐกิจโดยรวมของ ประเทศ เศรษฐศาสตร์มหภาคนั้นจะมุ่งเน้นที่
ผลิตภัณฑ์ มวลรวมประชาชาติเบี้องต้น (GNP) และการว่าจ้างงาน
จะหาว่าอะไรเป็น สาเหตุให้ผลิตผลรวมและระดับการว่าจ้าง งานมีการ
เคลื่อนไหวขึ้นลง เพื่อหา แนวทางแก้ปัญหาต่างๆได้ตรงจุด
คลิ๊กเพื่ออ่านเพิ่มเติม
วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553
เศรษฐศาสตร์จุลภาค
หนึ่งซึ่งศึกษาพฤติกรรมและการ ตัดสินใจของบุคคล ครัวเรือน และบริษัท
ในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะในตลาดซึ่งมีการซื้อขาย
สินค้าและบริการ เศรษฐศาสตร์จุลภาคศึกษาว่าพฤติกรรมและการตัดสินใจ
เหล่านี้มีผลกระทบอย่างไร ต่ออุป สงค์และอุปทานของสินค้าและบริการ
ซึ่งเป็นตัวกำหนดราคา และในทางกลับกัน ราคากำหนดอุปสงค์และอุปทาน
ของสินค้าและบริการอย่างไร อ่านเพิ่มอีก
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552
ข้อสอบเศรษฐศาสตร์ ชุดที่ 2
ก.เครื่องจักรในการผลิตสินค้า
ข.โรงงานที่ใช้ในการผลิตสินค้า
ค.ยานยนต์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้า
ง.เงินกู้ยืมหมุนเวียนที่ใช้ในการผลิตสินค้า
2.ข้อใดเป็นไปตามกฎของอุปทาน
ก.ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าออกจำหน่ายเพิ่มขึ้น ถ้าผุ้บริโภคต้องการมากขึ้น
ข.ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าออกจำหน่ายเพิ่มขึ้น ถ้าราคาสินค้าสูงขึ้น
ค.ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าออกจำหน่ายเพิ่มขึ้น ถ้าปัจจัยการผลิตลดลง
ง.ปริมาณการผลิตสินค้า จะผันแปรตามความตองการของผู้บริดโภคและ
ราคาปัจจัยการผลิต
3.สาเหตุข้อใดไม่ทำให้ราคาไอศกรีมกะทิสูงขึ้น
ก.อากาศมีอุณภูมิสูงขึ้น
ข.ผลผลิตมะพร้าวล้นตลาด
ค.มีการควมคุมมาตรฐานการผลิตไอศกรีม
ง.เด็กวันรุ่นนิยมรับประทานไอศกรีมมากขึ้น
4.ข้อความใดถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์
ก.เมื่อระดับราคาและรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น ครัวเรือนจะมีอำนาจซื้อสุงขึ้นเสมอ
ข.เมื่อระดับราคาและอำนาจซื้อของครัวเรือนเพิ่มขึ้น รายได้ประชาชาติจะสูงขึ้นเสมอ
คเมื่อระดับราคาและค่าครองชีพสูงขึ้น ครัวเรือนจะมีระดับความเป็นอยู่สูงขึ้นเสมอ
ง.เมื่อระดับราคาและค่าครองชีพสูงขึ้น ครัวเรือนจะมีระดับความเป็นอยู่สูงขึ้นเสมอ
5.สมมติในปีพ.ศ.2545 สินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นได้ทั้งหมดในประเทศไทยมีมูลค่า
1000 ล้านบาทในจำนวนนี้เป้นสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายมูลค่า 900 ล้านบาทซึ่ง
ต้องโอนให้เจ้าของในต่างประเทศ 100 ล้านบาทแต่คนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ
โอนรายได้กลับเข้าประเทศ 40 ล้านบาท ข้อใดระบุมูลค่าผลิตภัณฑ์ประชาชาติได้ถูกต้อง
ก.10000 ล้านบาท
ข.940 ล้านบาท
ค.900 ล้านบาท
ง.840 ล้านบาท
6.ข้อใดเป็นคำกล่าวที่ผิด
ก.เงินคือสิ่งที่สังคมยอมรับว่าเป็นหน่วยวัดมูลค่าสินค้าและบริการ
ข.เงินคือสิ่งที่แสดงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของระบบเศรษฐกิจ
ค.เงินคือสิ่งที่ใช้เป็นมาตรฐานในการชำระหนี้ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้
ง.เงินคือสิ่งที่มีสภาพคล่องสูงกว่าสินทรัพย์อื่น
7.ข้อใดระบุความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง
ก.ดุลบัญชีทุนสำรองจะเป็นลบ ถ้าดุลบัญชีเกินดุล
ข.ดุลบัญชีทุนสำรองจะเป็นบวก ถ้าดุลชำระเงินขาดดุล
ค.ดุลบัญชีทุนสำรองจะเป็นบวก ถ้าดุลบัญชีเกินดุล
ง.ดุลบัญชีทุนสำรองจะเป็นลบ ถ้าดุลชำระเงินขาดดุล
8.การที่รัฐบาลรณรงค์ให้คนไทยประหยัดน้ำมัน ใช้ของไทยและเที่ยวเมืองไทย
จะก่อให้เกิดผลดีต่อดุลใดในดุลการชำระเงิน
ก.ดุลบริการ
ข.ดุลการค้า
ค.ดุลบัญชีทุน
ง.ดุลบัญชีเดินสะพัด
9.การคลั่งของรัฐบาลไม่ครอบคลุมกิจกรรมข้อใด
ก.การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ข.การหารายได้จากภาษีอากรและรัฐพาณิชย์
ค.กำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ง.การจัดการเกี่ยวกับการก่อหนี้และการชำระเงิน
10.ข้อใดแสดงว่ารัฐบาลพยายามปรับบทบาทของภาครัฐให้ลดลง
ก.การลดการขาดดุลงบประมาณ
ข.การลดหย่อนการจัดเก็บภาษีบางประเภท
ค.การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ทำรายได้ให้รัฐบาล
ง.การยอมให้ข้าราชการเกษียนก่อนกำหนด
11.สถานการณ์ในข้อใดทำให้เงินบาทมีค่าแข็งขึ้น
ก.ดุลการชำระเงินของไทยเกินดุลเพิ่ม
ข.คนไทยนิยมซื้อสินค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ค.ระดับราคาสินค้าและบริการในประเทศสูงขึ้น
ง.การกระจายรายได้เท่าเทียมกันมากขึ้น
12.ข้อใดเป็นเครื่องวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ก.ภาคอุตสาหกรรมใหญ่กว่าภาคเกษตรกรรม
ข.ระดับระดับคุณภาพชีวิตประชากรณ์สูงขึ้นตลอดเวลา
ค.รายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ง.การกระจายรายได้เท่าเทียมกันมากขึ้น
13.การเกิดปัญหาจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร ในทางเศรษฐกิจบ่งบอกข้อใด
ก.ประชาชนผู้ใช้รถและถนนมีวินัยจราจรต่ำกว่ามาตรฐาน
ข.จำนวนรถสาธารณะและรถขนาดเล็กมีน้อยกว่ารถขนาดใหญ่
ค.รายได้เฉลี่ยของคุณกรุงเทพมหานครสูงกว่ารายได้เฉลี่ยของคนจังหวัดอื่น
ง.พื้นผิวถนนมีจำนวนน้อยกว่าความต้องการใช้ถนน
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552
ข้อสอบเศรษฐศาสตร์ ชุดที่ 1
ก. ได้ผลผลิตที่ต้องการตามเวลาที่กำหนด
ข. ได้ผลผลิตที่ต้องการโดยใช้เวลาน้อยที่สุด
ค. ได้ผลผลิตมากที่สุดจากทรัพยากรที่กำหนด
ง. ได้ผลผลิตมากที่สุดโดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด
2. ข้อใดเป็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ก. ประชาชนได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง
ข. มีการดำเนินงานของเอกชนในรูปแบบสหกรณ์จำนวนมาก
ค. กลไกราคาเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ง. รัฐบาลเข้าควบคุมและดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคเป็นส่วนใหญ่
3. ข้อใดเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์จุลภาค
ก.การมีผลทุเรียนออกสู่ตลาดจำนวนมากทำให้ราคาทุเรียนตกต่ำ
ข.วิกฤตเศรษฐกิจพ.ศ.2540ส่งผลกระทบให้มีคนว่างงานจำนวนมาก
ค.รัฐบาลเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ
ง.รัฐบาลใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
4.ข้อใดอธิบายลักษณะความสัมพันธ์ตามกฎของอุปสงค์
ก.การมีปริมาณเสนอซื้อแก๊สหุงต้มต่ำลงเป็นผลจากการประกาศขึ้นราคาแก๊สของรัฐบาล
ข.การที่กลุ่มประเทศโอเปกเข้าควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันเป้นผลทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น
ค.การที่ผลไม้ชนิดอื่นๆได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติเป็นผลให้ราคาเงาะสูงขึ้น
ง.การที่ปริมาณเสนอซื้อกาแฟ A ลดต่ำลงเป็นผลจากการที่ราคากาแฟ B ลดต่ำลง
5.ข้อความใดถูกต้อง
ก.ปริมาณเสนอซื้อและปริมาณเสนอขายจะเป็นตัวปรับราคาสินค้าที่ไม่สมดุลให้เข้าสู่สมดุล
ข.ราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย จะเป็นตัวปรับปริมาณสินค้าที่ไม่สมดุลให้เข้าสู่สมดุล
ค.อุปสงค์ส่วนเกินและอุปทานส่วนเกินจะเป็นตัวปรับราคาสินค้าที่ไม่สมดุลให้เข้าสู่สมดุล
ง.อุปสงค์ส่วนเกินจะเป็นตัวปรับราคาสินค้าที่ไม่สมดุล และอุปทานส่วนเกินจะเป็นตัวปรับปริมาณสินค้าที่ไม่สมดุลให้เข้าสู่สมดุล
6.การนำสินแร่เหล็กมาถลุงเป็นเหล็กก้อน และนำเหล็กก้อนมารีดเป็นแผ่น แล้วนำเหล็กแผ่นไปประกอบเป็นตัวถังรถยนต์ เป็นกระบวนการในช้อใด
ก. ผลิตสินค้าสนองความต้องการของผู้บริโภค
ข. ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในการผลิต
ค. สร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์
ง. พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์
7. รายรับใดไม่เป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประชาชาติ
ก. เงินได้จากนาย ก จากการไปทำงานต่างประเทศ
ข. เงินได้จากนาย ข จากการทำงานเป็นบริกรในโรงแรม
ค. เงินได้จากนาย ค จากการให้โรงงานเช่าที่ดินมรดก
ง. เงินได้จากนาย ง จากการให้พ่อค้ากูยืมเงิน
8. หนี้ที่เกิดจากการที่รัฐบาลขายพันธบัตรให้ประชาชนเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย เรียกว่าอะไร
ก. หนี้ของกระทรวงการคลัง
ข. หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน
ค. หนี้งบประมาณแผ่นดิน
ง. หนี้สาธารณะ
9. ถ้าการส่งออกของประเทศไทยลดลง ประเทศจะประสบกับปัญหาใด
ก. ดุลบัญชีทุนขาดดุลมากขึ้น
ข. ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลง
ค. ดุลปัญชีเงินโอนเกินดุลลดลง
ง. ดุลการชำระเงินเกินดุลมากขึ้น
10. ข้อใดแสดงการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุด
ก. ตลาดร่วมและสหภาพเศรษฐกิจ
ข. ตลาดร่วมและสหภาพศุลกากร
ค. เขตการค้าเสรและตลาดร่วม
ง. สหภาพเศรษฐกิจและสหภาพศุลกากร
11.ข้อใดทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันทางการค้ากับต่างประเทศได้มากขึ้น
ก. การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข. การอ่อนตัวของค่าเงินบาท
ค. การลดอัตราดอกเบี้ย
ง. การเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ
12. ตัวเลขในหน่วยเงินสกุลเดียวกันข้อใดใช้เปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ก. ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ
ข. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติต่อหัว
ค. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติที่แท้จริง
ง. ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศที่แท้จริงต่อหัว
วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551
Economic Geography
โดยวิเคราะห์ปัญหาทางธรรมชาติ และปัจจัยทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ของดินแดนต่างๆ ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจยังเน้นเรื่องการผลิต การค้าระหว่างประเทศ อุตสาหกรรม
การขนส่ง การเพาะปลูกพืชในภูมิภาคต่างๆ ปัญหาค่าจ้างแรงงาน แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ
การใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ
วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551
แนะนำเว็บไซด์ด้านเศรษฐศาสตร์
ความหมายของเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาการผลิต การบริโภค การกระจายสินค้า การค้า และการบริโภคสินค้าและบริการ
วิชาเศรษฐศาสตร์จัดเป็นวิชาเชิงปทัสฐาน(เศรษฐศาสตร์ที่ควรจะเป็น) เมื่อเศรษฐศาสตร์ได้ถูกใช้เพื่อเลือกทางเลือกอันหนึ่งอันใด หรือเมื่อมีการตัดสินคุณค่าบางสิ่งบางอย่างแบบอัตวิสัย ในทางตรงข้ามเราจะเรียกเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นวิชาเชิงบรรทัดฐาน (เศรษฐศาสตร์ตามที่เป็นจริง)เมื่อเศรษฐศาสตร์นั้นได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายและอธิบายถึงผลลัพธ์ที่ตามมาเมื่อมีการเลือก
เกิดขึ้น โดยพิจารณาจากสมมติฐาน และชุดของข้อมูลสังเกตการณ์ ทางเลือกใดก็ตามที่เกิดจากการใช้สมมติฐานสร้างเป็นแบบจำลอง หรือเกิดจากชุดข้อมูลสังเกตการณ์ที่สัมพันธ์กันนั้น ก็เป็นข้อมูลเชิงบรรทัดฐานด้วยเช่นเดียวกัน
เศรษฐศาสตร์จะให้ความสนใจกับตัวแปรที่สามารถวัดค่าได้เท่านั้น โดยสาขาของวิชาเศรษฐศาสตร์จะถูกแบ่งออกเป็นสองสาขาใหญ่ๆคือ 1. เศรษฐศาสตร์จุลภาค ซึ่งสนใจกิจกรรมของตัวแทนปัจเจก เช่นครัวเรือนและหน่วยธุรกิจเป็นต้น 2. เศรษฐศาสตร์มหภาค จะสนใจเศรษฐกิจในภาพรวม ตัวอย่างเช่น อุปทานรวมและอุปสงค์รวม สำหรับปริมาณเงิน ทุน และสินค้าโภคภัณฑ์
สำหรับประเด็นหลักๆที่เศรษฐศาสตร์ให้ความสนใจจะอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากร การผลิต
การกระจายสินค้า การค้า และการแข่งขัน โดยหลักการแล้วคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์จะถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่ออธิบายปัญหาที่เกี่ยวข้อง
กับทางเลือกภายใต้ข้อจำกัดด้านความขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่ามีการกำหนดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ให้กับทางเลือกนั้นๆนั่นเอง
ในวิทยาลัยธุรกิจของประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะนิยมสอนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เรียกว่า เศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิก
คำว่า เศรษฐศาสตร์ ในภาษาอังกฤษ Economics มาจากภาษากรีก οίκος [ออยคอส]
แปลว่า 'ครัวเรือน' และ νομος [นอมอส] แปลว่า 'กฎระเบียบ' ดังนั้นรวมกันแล้วจึงหมาย
ความว่า "การจัดการในครัวเรือน" ; สำหรับภาษาไทย [เศรษฐ] แปลว่า ดีเลิศ ดีที่สุด ยอดเยี่ยม
ประเสริฐ และ [ศาสตร์] แปลว่า ระบบวิชาความรู้ มักใช้ประกอบหลังคำอื่น เช่น วิทยาศาสตร์
ประวัติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ดังนั้นเศรษฐศาสตร์จึงแปลว่าวิชาที่ว่าด้วยประสิทธิภาพ
เศรษฐศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของสังคมศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้อง
ในกระบวนการในเรื่องของความต้องการ อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากคำนิยามดังกล่าวแล้วก็ยังมีคำนิยามหลากหลายนับแต่อดีตจนถึง
ปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากศัพท์คำว่า เศรษฐศาสตร์การเมือง จนมาถึงศัพท์สมัยใหม่คือคำว่า
เศรษฐศาสตร์ แม้ว่าจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เคยให้คำนิยามเศรษฐศาสตร์ในฐานะที่เป็น "ศาสตร์เกี่ยวกับการคิด" ซึ่งตามประวัติของเศรษฐศาสตร์นั้นมีการศึกษาเกี่ยวกับ "ความมั่งคั่ง" จนกระทั่งเป็น "สวัสดิการ" ไปจนถึงการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับภาวะการได้อย่างเสียอย่าง (trade offs) แต่สำหรับสำนักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่อย่างนีโอคลาสสิกจะให้ความสนใจเกี่ยวกับตัวแปรที่
สามารถวัดค่าได้ และผลกระทบของมันกับระดับราคา
หากจะกล่าวโดยสรุป สามารถกล่าวได้ว่า เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากร
ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ให้กับมนุษย์ซึ่งมีความต้องการอย่างไม่จำกัด ศาสตร์นี้จึงให้ความสนใจ
ว่าจะจัดสรรทรัพยากรอะไร ให้กับใคร เท่าใด เมื่อใด และอย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
แม้การถกเถียงเรื่องการซื้อขายและการจัดสรรจะมีประวัติศาสตร์มายาวนาน เศรษฐศาสตร์ในความคิดของคนสมัยใหม่นั้นจะถือเอาวันที่อดัม สมิธได้เผยแพร่หนังสือเรื่อง ความมั่งคั่งของประเทศชาติ ในปี 1776 เป็นการเริ่มต้นเดิม อดัม สมิธ เรียกวิชานี้ว่าเศรษฐศาสตร์การเมือง แต่ต่อมาได้ถูกใช้เป็น เศรษฐศาสตร์ เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ปี ค.ศ. 187